วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

Present เทคโนโลยีเว็บ..HTML5..บทความ..Part1



บทความ HTML 5

1.  อะไรคือ HTML5
   ผู้อ่าน Blognone คงได้ยินชื่อ HTML5 กันมาเยอะ แต่ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?ความหมายทั่วไปของคำว่า HTML5 มีสองนัยยะที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่ครับความหมายในมุมแคบ มันคือ สเปกของภาษา HTML รุ่นที่ 5 ซึ่งต่อจาก HTML4 ที่เราใช้กันทุกวันนี้ โดยปัจจุบันสเปกยังร่างไม่เสร็จ (ดูได้จาเอกสารของ W3C) เนื้อหาจะครอบคลุมลักษณะ ฟีเจอร์ และ syntax ของ HTML เท่านั้น
   ความหมายในมุมที่กว้างขึ้น มันคือ ชุดของเทคโนโลยีเว็บสมัยใหม่ อันประกอบไปด้วย
·   ภาษา HTML5 ตามข้อแรก
·   CSS3
· API อีกชุดหนึ่งที่อยู่นอกสเปก HTML5 แต่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกัน เช่น Geolocation, IndexedDB, File API ที่กำลังเป็นร่างมาตรฐานของ W3C แยกมาอีกชุดหนึ่ง
·   เทคโนโลยีประกอบอื่นๆ ที่เป็นมาตรฐานของ W3C อยู่แล้ว และนำมาใช้ร่วมกับ HTML (ซึ่งจะเป็น HTML4 หรือ HTML5 ก็ได้) เช่น SVG หรือ MathMLHTML5 ในที่นี้เราจะหมายถึงความหมายอย่างที่สอง ก็คือเทคโนโลยีเว็บรุ่นใหม่แบบรวมๆ นะครับ


ภาพที่17  ภาพ HTML5 [8]


2.  ทำไมต้องมี HTML5
                   จะว่าไปแล้ว เทคโนโลยีใน HTML5 แทบไม่มีอะไรใหม่ในโลกไอทีเลย เพราะเกือบทุกอย่างที่ HTML5 ทำได้ อยู่ในกระบวนการพัฒนาโปรแกรมแบบ native มาช้านานแล้ว เช่น การทำงานแบบออฟไลน์ หรือ การวาดกราฟิกเพียงแต่ HTML5 นำเทคโนโลยีที่เคยอยู่ในโลก native ย้ายเข้ามาสู่โลกของเว็บ ทำให้มันมีข้อดีของทั้งสองโลก คือ ฟีเจอร์อันรุ่มรวยและประสิทธิภาพในการทำงานจากโลก native มาผสานกับความคล่องตัว เข้าถึงได้จากทุกที่ของเว็บเดิมที ภาษาตระกูล HTML/SGML เป็นภาษาที่ออกแบบมาเพื่อ "อธิบาย" หรือ "นิยาม" การแสดงผลข้อมูล เช่น ตัวหนา ตัวเอียง หัวเรื่อง ลิงก์ ซึ่งการใช้งานก็คือเอาไว้ทำเอกสารที่เชื่อมโยงกัน (ตัวอย่างคือ Help ของวินโดวส์)พอมีอินเทอร์เน็ต HTML ก็ทำหน้าที่สร้าง "โบรชัวร์อิเล็กทรอนิกส์" ที่สามารถดูได้จากระยะไกล ถึงแม้ตอนแรกจะมีแต่ข้อความ แต่ระยะต่อๆ มาเทคโนโลยีเว็บก็พัฒนามากขึ้น สามารถใส่ภาพ เสียง วิดีโอ (ผ่านปลั๊กอิน) มีแนวคิดเชิงโปรแกรมอย่างจาวาสคริปต์เข้ามา (จริงๆ มี VBScript ด้วยแต่ดังสู้ไม่ได้) ในยุคของ HTML3พอเป็นยุคของ HTML4 เราเริ่มเห็นเว็บแบบที่ตอบโต้ได้ มีความเป็นอินเตอร์แอคทีฟมากขึ้น ซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีอย่าง AJAX, XMLHttpRequest ทำให้เว็บมีความใกล้เคียงกับ "แอพ" แบบดั้งเดิมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มันยังสู้แอพแบบ native ไม่ได้ เพราะยังขาดฟีเจอร์สำคัญๆ อีกหลายอย่าง เช่น การทำงานออฟไลน์ กราฟิกสามมิติ ฯลฯ นั่นเองสุดท้ายแล้ว HTML5 จะช่วยให้เรานำเทคโนโลยีจากโลกของเว็บ มาสร้างแอพที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแอพแบบ native (ไม่ว่าจะบนพีซีหรือมือถือได้) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ PhoneGap ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาแอพมือถือด้วย HTML5
3.  HTML5 มีความสามารถอะไรบ้าง
                   เกริ่นกันมานานก็เริ่มเข้าเรื่องกันสักทีนะครับ ส่วนประกอบของ HTML5 มีหลายอย่างมาก เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ทุกฟีเจอร์ส่วนการอธิบายส่วนประกอบของ HTML5 ก็ขึ้นกับว่าเราจะจัดหมวดหมู่มันอย่างไร มีหลายตำราให้เลือก ในบทความนี้ผมขอเลือกตาม W3C ที่อุตส่าห์ออกแบบโลโก้-ไอคอนของ HTML5 เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีเว็บแขนงต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายและแยกหมวดหมู่ตามกันW3C แบ่งเทคโนโลยีในชุด HTML5 ออกเป็น 8 หมวด พร้อมไอคอนประกอบทุกหมวด ขอใช้ชื่อตามนั้น และเรียงลำดับกันไปเช่นเดียวกับเว็บ W3C HTML5 Logo
         

Present เทคโนโลยีเว็บ...HTML5


HTML5
             1.  HTML5 เริ่มขึ้นได้อย่างไร
HTML5 เป็นความร่วมมือระหว่าง World Wide Web Consortium (W3C) และ Web Hypertext Application Technology Working Group (WHATWG) WHATWG ได้ทำงานกับ Web forms และ Application และ W3C ได้ทำงานกับ XHTML 2.0 ในปี 2006 พวกเขาตัดสินใจที่จะร่วมมือและสร้างเวอร์ชันใหม่ของ HTML
               2.  HTML5 ดีอย่างไร? ดีกว่า Version เก่ายังไงเนี่ย!!!
(1)  ฟีเจอร์ใหม่ ที่จะมาเป็นพื้นฐานของ HTML, CSS, DOM, and JavaScript
(2)  ลดความจำเป็นสำหรับปลั๊กอินภายนอก (เช่น Flash) สามารถทำภาพเคลื่อนไหวได้แบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช้ Flash
(3)  มีการจัดการข้อผิดพลาดที่ดีขึ้น
(4)  สคริปต์ใหม่ ที่จะมาแทนที่สคริปต์เดิม (เขียนโค้ดสั้นลง)
(5)  HTML5 มีความเป็นอิสระสูง (คล้ายๆ XML )
(6)  พัฒนาขึ้นมาโดยพื้นฐานจากผู้ใช้เว็บ
3.  ฟีเจอร์ใหม่ของ HTML5
(1)  มีรูปแบบคำสั่ง element ที่ใช้สำหรับ สนับสนุน วิดีโอ และ องค์ประกอบเสียง รวมทั้ง สื่อมัลติมีเดียต่างๆมากขึ้น
(2)  มีการรองรับ local offline storage ที่ดี
(3)  มีคำสั่งและตัวจัดการเนื้อหาใหม่ เช่น article, footer, header, nav, section
(4)  การควบคุมฟอร์มแบบใหม่ เช่น calendar, date, time, email, url, search
4.  มาตรฐานใหม่จะมีคุณลักษณะเด่นที่สำคัญได้แก่
(1)  การใช้งานวิดีโอ
(2)  การแสดงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์
(3)  การเก็บไฟล์ในลักษณะออฟไลน์
(4)  การแสดงกราฟิกส์
(5)  input types แบบใหม่ เช่น search, number, range, color, tel, url, email, date, month, week, time, datetime, datetime-local
โดยคุณสมบัติเด่นหลายอย่างไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่ม เช่น เกียรส์ แฟลช หรือ ซิลเวอร์ไลต์เหมือนที่ผ่านมาในการใช้งาน HTML4
5.  Browser ที่สนับสนุน
เวอร์ชั่นล่าสุดของ Safari, Chrome, Firefox, และใน Opera จะมีคุณสมบัติที่รองรับ HTML5 อยู่ ส่วนใน Internet Explorer ต้องใช้ Internet Explorer 9 (IE9) ถึงจะรองรับมาตรฐานนี้



ภาพที่ 16  ภาพ HTML5 




วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

Present เทคโนโลยีเว็บ...iGoogle...บทความ


บทความ iGoogle คืออะไร?


ภาพที่ 11 ส่วนหนึ่งของหน้า iGoogle [7]

            ในขณะที่เรากำลังนิยม Facebook หรือ Hi5 กันอยู่ทาง Google ก็ได้ออก [7]Social Network ของตัวเองขึ้นมาแข่งขันด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างมากถ้ายักใหญ่แห่ง Search Engine จะเข้ามาเล่นตลาด Social Network เนื่องจากมีเงินทุนมหาศาลที่จะต่อสู้กับค่ายอื่นได้อย่างสบาย ๆ ดังที่เห็นตัวอย่างไปแล้วจากตลาดโทรศัพท์มือถือที่ Android ของ Google มาทีหลังแต่ดังกว่า !!!
                 Google ทำงานอย่างหนักในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อพัฒนา Social Network ของตัวเองขึ้นมา และก็ทำได้ดีทีเดียว ในตอนแรก Google ก็สร้าง Gmail จากนั้นก็ Reader แล้วก็ทำการเชื่อมต่อทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้คุณสามารถทำงานได้หลายอย่างเช่น ดู email พร้อม ๆ กับ RSS ได้ในที่เดียวกัน จากนั้นด้วย concept นี้ Google ก็ได้พัฒนา Google Profiles และเชื่อมต่อมันเข้ากับ Gmail และ Reader
             Social Network ของ Google มีลูกเล่นและฟังก์ชันการใช้งานหลายหลาย ซึ่งคุณสามารถเข้าใช้งานได้ผ่าน iGoogle นั่นเอง โดยเจ้า iGoogle ใหม่นี้รองรับความเป็น Social Network หลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมส์ระหว่าง user เช่นเกมส์หมากรุก หรือการแชร์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างคุณกับเพื่อนก็สามารถทำได้เช่นกัน [7]
    1.   Social gadgets
Social gadgets ทำให้คุณสามารถแชร์ข้อมูล และเล่นเกมส์กับเพื่อนของคุณได้ คุณจะรู้ได้ทันทีว่า gadget ตัวไหนบน iGoogle ที่มีความสามารถแบบ social เพราะมันจะมี social icon ปรากฏขึ้นมาที่ด้านขวาบน ให้คลิ๊กที่ icon เพื่อเข้าสู้หน้า setting ของ ตัว gadget [7]





ภาพที่ 12 YouTube gadget [7]

                       2.  สร้างกลุ่มเพื่อนของคุณ
ถ้าคุณ Chat บน iGoogle หรือใช้ Gmail คุณคงจะมีเพื่อนบน iGoogle บ้างแล้วแต่ถ้ายังไม่มีคุณก้สามารถ “invite friends” เข้ามาได้โดยการใส่ email address ของเพื่อนคุณ อย่างไรก็ตามเมื่อคุณมี contact list แล้วให้คุณคลิ๊กที่ link ที่เขียนว่า “Friends” จากนั้นคุณจะสามารถกำหนด และแบ่งแยกกลุ่มเพื่อนจากรายชื่อเพื่อนทั้งหมดของคุณได้ ซึ่งสามารถตั้งกลุ่มต่าง ๆ ได้ตามความต้องการเช่น ครอบครัว”, “เพื่อนที่ทำงาน” เป็นต้น [7]



ภาพที่ 13 สร้างกลุ่มเพื่อน [7]

                          รายชื่อเพื่อนนั้นสามารถทำการใส่เข้าและลบออกได้ตลอดเวลา นอกจากนี้เวลาคุณ update iGoogle ของคุณ คุณก็สามารถระบุว่าจะให้เพื่อนกลุ่มไหนสามารถเห็นได้ (เหมือนกับการ set ค่า privacy บน Facebook) [7]
                       3.  Update ข้อมูล
เพื่อนของคุณแก้ไข หรือใช้งานอะไรบ้างบน iGoogle? เพียงแค่คุณคลิ๊กที่ link ที่ชื่อว่า “Updates” ที่อยู่ข้างซ้่ายของหน้า iGoogle คุณก็จะเห็นรายการกิจกรรมที่เพื่อน ๆ ของคุณทำบน iGoogle (คล้าย ๆ หน้า home บน Facebook) [7]



ภาพที่ 14  การ Update ข้อมูล [7]

                           iGoogle ยังมีความสามารถในการ chat ได้ด้วยต่างจากการฝากข้อความไว้ให้ [7]      เพื่อนของคุณ เพราะคุณสามารถ chat สดได้ทันที ซึ่งตัว chat นั้นจะอยู่ที่ทางซ้ายมือของหน้า iGoogle ทำให้คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวของคุรได้ทันที และถ้าคุณใช้ Gmail แล้วล่ะก็รายการ chat ของคุณจะ update โดยอัตโนมัติกับเพื่อนของคุณทั้งหมดบน Gmail ถ้าคุณไม่เคยใช้งาน chat ของ Google หรือ Gmail มาก่อน คุณก้สามารถเพิ่มรายชื่อเพื่อนเข้าสู่การ chat ได้ง่าย ๆ เพียงแค่คลิ๊กที่คำว่า “Add friends” จากนั้ันระบบของ Google ก็จะส่งคำเชิญไปยังเพื่อนของคุณให้เขามา chat กับคุณบน iGoogle [7]

ภาพที่ 15  ภาพการแชท [7]

                   นอกจากนี้ยังมีความสามารถอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ถ้าสนใจที่จะทดลองใช้งาน iGoogle คุณสามารถคลิ๊กที่นี่เพื่อเริ่มต้นการใช้างน [7]




Present เทคโนโลยีเว็บ...iGoogle


iGoogle
1.  ทำความรู้จัก iGoogle
iGooogle คืออะไร  iGoogle หรือชื่อเต็มๆ ก็คือ Google Personalized Home Page ซึ่งเป็นบริการสร้างหน้าโฮมเพจส่วนตัว ของ Google ที่ให้ผู้ใช้จะสามารถแบ่งปันข้อความ รูปภาพ รายการที่น่าสนใจต่างๆ ของตน รวมถึงข้อมูลเฉพาะตัวเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ทางภูมิศาสตร์และประวัติการค้นหาข้อมูล และเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้แชร์ไอเดียผลงานความคิดสร้างสรรค์ Google จึงได้แนะนำโปรแกรม Gadget Maker ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำเนื้อหาขึ้นเว็บได้ง่ายๆ เลือกนำเอาข่าวสาร บทความ หรือแอพลิเคชั่นต่างๆ มาเก็บไว้ ในหน้าเดียว เพียงแค่เปิดหน้าเว็บ iGoogle ข่าวสารต่างๆ ที่ตั้งเอาไว้ ก็จะอัพเดตมาแสดงให้ได้อ่านในทันที

2.  การกำหนดค่าส่วนบุคคลสำหรับ iGoogle
               (1)  กำหนดค่าส่วนบุคคลขณะที่ลงชื่อเข้าใช้บัญชีผู้ใช้
 หากคุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องหรือคุณใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับบุคคลอื่น คุณอาจต้องการลงชื่อเข้าใช้บัญชีผู้ใช้ Google ของคุณก่อนที่จะกำหนดค่าส่วนบุคคลให้กับหน้า iGoogle ของคุณ หลังจากที่คุณได้ สร้างบัญชีผู้ใช้ Google และลงชื่อเข้าใช้แล้ว
                (2)  การไม่กำหนดค่าส่วนบุคคลขณะที่ลงชื่อเข้าใช้บัญชีผู้ใช้         
การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่คุณทำกับหน้า iGoogle ขณะที่ไม่ได้ลงชื่อเข้าใช้จะถูกจดจำบนคอมพิวเตอร์ที่คุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงนั้น

3.  ความแตกต่างในการลงชื่อเข้าใช้หรือไม่ลงชื่อเข้าใช้ก่อให้เกิด
(1)  การลงชื่อเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ Google จะทำให้การตั้งค่าถูกจดจำระหว่างคอมพิวเตอร์ต่างๆ หรือบนคอมพิวเตอร์ที่อาจมีผู้ใช้หลายคนที่ทำการเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้ลงชื่อเข้าใช้ หน้า iGoogle จะพร้อมใช้งานบนคอมพิวเตอร์นั้นเพียงเครื่องเดียว และการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ได้ทำขณะที่ลงชื่อเข้าใช้จะไม่ส่งต่อไปยังเวอร์ชันที่ออกจากระบบแล้ว
(2)  Gadget บางประเภท เช่น Gmail, บุ๊คมาร์ค และประวัติการค้นหา จะไม่สามารถใช้งานได้ หากไม่ได้ลงชื่อเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ Google ที่เชื่อมโยงกับบริการเหล่านี้
 1.Google Gadgets
                                  Google Gadgets คือ แอพลิเคชั่น ที่ทำงานกับ Google homepage,Google Desktop, หรือหน้าใดหน้าหนึ่งบนเว็บฯ Gadgets เหล่านั้นอาจจะเป็นแค่โค๊ด HTML ง่ายๆ ไปจนถึงแอพลิเคชั่นที่สลับซับซ้อนซึ่งสามารถจะเป็นได้ทั้ง ปฏิทิน พยากรณ์อากาศ แผนที่ลูกโลก media player หรือสิ่งใดๆ ก็ได้ที่จะให้มันเป็น 
Google Gadgets จะมี 2 รูปแบบ คือ
      (1)  Universal Gadget ทำงานกับ Google homepage, Google Desktop, หรือ Webpage ที่เราสามารถที่จะสร้างหรือไม่สร้างก็ได้ Universal Gadget ทำงานแบบ online


            ภาพที่ 9 ภาพตัวUniversal Gadget ทำงานแบบ online

  (2)   Desktop Gadget ทำงานกับ Google Desktop     Desktop Gadget ทำงานแบบ offline


ภาพที่ 10 Desktop Gadget ทำงานแบบ offline
                               1.   บุ๊คมาร์คคืออะไร                

                 บุ๊คมาร์คคือลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่คุณโปรดปราน Gadget บุ๊คมาร์คช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่คุณโปรดปรานทั้งหมดได้ด้วยคลิกเดียว
2.   iGoogle บนโทรศัพท์หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่
                     การดูหน้า iGoogle สามารถดูด้วยโทรศัพท์หรือ PDA ของคุณเป็นวิธีที่ง่ายในการเข้าถึงกล่องจดหมาย Gmail พาดหัวข่าว ข้อมูลภูมิอากาศในท้องถิ่น ราคาหุ้น และข้อมูลอื่นๆ ที่คุณต้องการจากเว็บ
            3.  iGoogle ทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์   iGoogle เข้ากันได้กับเบราว์เซอร์ต่อไปนี้:  
                                                 - IE 5.5+ (Windows)
                                                 - Firefox 0.8+ (Windows, Mac, Linux)
                                                 - Safari 1.2.4+ (Mac)
                                                 - Netscape 7.1+ (Windows, Mac, Linux)
                                                 - Mozilla 1.4+ (Windows, Mac, Linux)
                                                 - Opera 8+ (Windows, Mac, Linux)

Present เทคโนโลยีเว็บ..LinkedIn...บทความ


บทความเกี่ยวกับ LinkedIn 

วันนี้ Socialmer ก็อยากจะขอเกริ่นนำเรื่องของ Social Media อีกเจ้าหนึ่งซึ่งมีผู้ใช้ [6]  งานจริงจังอยู่เยอะพอสมควร แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อ นั่นก็คือ LinkedIn (จริงๆ ต้องอ่านว่า ‘ลิงค์อิน’ แต่บางท่านอ่านว่า “ลิงเค็ดอิน”) ขอเล่าประวัติคร่าวๆ ว่าจริงๆ แล้ว LinkedIn ก่อตั้งในเดือนธันวาคม ปี 2002 แต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน พฤษภาคม ปี 2003 ซึ่งตอนแรก ทางLinkedIn วางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘Professional Networking’ หรือเรียกได้ว่าเป็น “เครือข่ายผู้คนมืออาชีพ” เป้าหมายในการใช้งานหลักๆ มีอยู่ 2 ประการด้วยกันคือ
             1.  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหา คนมืออาชีพ” ยกตัวอย่างเช่น
                                                          Ø   ฝ่ายบุคคล ที่ต้องการหาคนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง หรือ
   Ø   นักจัดหางานต่างๆ (Recruiter) คนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนนักล่า หรือนักหาคน (Hunter) ให้กับบริษัทต่างๆ ในสมัยนี้มีบริษัทจัดหางานเยอะมาก โดยส่วนใหญ่ก็มักจะเปิดบริษัทขึ้นมา และขอใบอนุญาตในการดำเนินการสรรหา จัดหา จัดสรร จัดจ้าง คน” โดยตนนั้นเป็น ตัวกลาง” ส่วนผลประโยชน์ของบริษัทจัดหางานส่วนใหญ่จะมาจากค่าคอมมิชชั่น หรืออาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์ตามที่บริษัทที่จ้างกับบริษัทจัดหางานตกลงกันไว้ ส่วนใหญ่ฐานข้อมูลในการหาผู้คน หลายๆ บริษัทอาจจะใช้พวก JobsDB.comJOBTOPGUN
                                                     โดยโมเดลการหารายได้ของจะอยู่ตรงที่ถ้าคุณหรือบริษัทยอมเสียเงิน คุณจะได้สิทธิ์ในการใช้งานในรูปแบบพิเศษกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาคน การเก็บข้อมูลของคนที่คุณถูกใจในโฟลเดอร์ที่คุณสร้างเอง การเข้าถึงข้อมูลของคนที่คุณไม่ได้มีสายสัมพันธ์ ฯ
       2.  เหมาะสำหรับคุณเองที่ต้องการหา งาน” 
  โดยใช้เว็บเป็นสื่อกลาง แต่โดยทั่วๆ ไปคนจะคุ้นเคยกับการใช้งาน JobsDB.com กับ JOBTOPGUN มากกว่า เพราะว่าเป็นอะไรที่ง่ายในการใส่ข้อมูล และมีมาตรฐานในการกรอก แต่ความแตกต่างของเว็บที่เพียงแค่เรากรอกข้อมูลเหมือนเขียน ใบสมัครงาน (Resume)” ตัว LinkedIn จะมีความต่างตรงที่ ระบบมีการสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเพื่อนของเรา หรือกลุ่มคนที่ถูกแนะนำโดยระบบ เพื่อที่เราจะสร้างสายสัมพันธ์ในเครือข่าย ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Facebook


ภาพที่ 8 ภาพตัวอย่างหน้า Login LinkedIn [6]


ปัจจุบัน LinkedIn เติบโตจนขยายสาขาไปในหลายๆ ประเทศทั่วโลก คล้ายๆ กับ Google Thailand  เหมือนกันที่แต่ละประเทศที่ทางบริษัทเข้าไปเปิด จะมีการให้การสนับสนุนการใช้งาน การเริ่มสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ดูเป็น Local  มากขึ้น
LinkedIn ปัจจุบันมีผู้ใช้งานราว 135 ล้านคน และเริ่มขยายไปเรื่อยๆ มากขึ้นตามกระแสของ Social Network ถ้าวันนี้คุณอยากลองเปิดโอกาสในการสมัครงานกับบริษัทต่างชาติ อยากจะขอแนะนำ LinkedIn ครับเพราะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง แล้วพบกันใหม่ครับ [6]

Present เทคโนโลยีเว็บ...LinkedIn


LinkedIn
LinkedIn สังคมออนไลน์สำหรับผู้เชี่ยวชาญทุกสายงานลิงค์อิน (LinkedIn) เป็นเว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่เน้นด้านเครือข่ายธุรกิจ ถูกใช้เพื่อการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพเป็นหลัก จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2550, LinkedIn มีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 9 ล้านผู้ใช้ ใน 150 อุตสาหกรรม และ 400 ภูมิภาคเศรษฐกิจ
                     น้อยคนนักบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่จะไม่รู้จัก Social Media ที่ชื่อว่า “LinkedIn” ซึ่งเว็บไซต์ LinkedIn นั้นถูกสร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน เปรียบได้กับการเป็น มืออาชีพที่ต้องใช้เครือข่ายเป็นตัวช่วยในการสร้าง ผลงาน เพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ เรียกได้ว่าเป็น Social Media สำหรับการสร้างอาชีพให้แก่ผู้เล่น LinkedIn และบริษัทที่ต้องการหาพนักงานก็สามารถวิ่งเข้าช่องทาง LinkedIn ได้เช่นเดียวกัน
                       วัตถุประสงค์
                          จุดประสงค์หลักของเว็บไซต์นี้ คืออนุญาตให้ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้ว สามารถสร้างรายการที่ติดต่อของผู้คนที่พวกเขารู้จักและเชื่อถือในการทำธุรกิจ ผู้คนในรายการนี้เรียกว่า "Connections". ผู้ใช้สามารถเชิญใครก็ได้ (ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ LinkedIn หรือไม่) เข้ามาเป็น connection LinkedIn สามารถทำอะไรได้บ้าง
1.  เว็บแสดงประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ (Resume) เพื่อหางาน
2.  บริษัทที่ต้องการหาพนักงานก็สามารถวิ่งเข้าช่องทาง (LinkedIn) ได้
3.  แหล่งข้อมูล และเครือข่ายอีกมากมาย รวมทั้งต่อยอดธุรกิจไปทั่วโลก
4.  แหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพเดียวกัน

                      ประโยชน์
1.   ในอดีต Profile ของคุณอาจจะถูกจำกัดอยู่ที่ Resume ซึ่งจะแนบผลงาน และประวัติการทำงาน ส่งให้แก่ฝ่ายบุคคลขององค์กรที่คุณสนใจผ่านอีเมล์ ซึ่งโอกาสในการที่องค์กรทั้งหลายจะเข้ามาค้นหาคุณก็ต้องขึ้นอยู่กับเวลา และจังหวะในการพบเห็น แต่ถ้าหากว่าคุณใช้ LinkedIn ผู้ว่าจ้างหรือหน่วยงานบริษัททั้งหลายจะมีโอกาสพบเห็นรูปภาพและประวัติการทำ งานในหน้าแรกของ Profile ของคุณ ได้ง่ายและเป็นวงกว้าง
2.  เพิ่มผลลัพธ์ในการค้นหาประวัติของคุณผ่านเครื่องมือค้นหาอย่าง Google, Yahoo, Bing และอื่นๆ เพราะเมื่อประวัติของคุณปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ LinkedIn แล้วคุณสมบัติของคุณตรงตามสายงานที่บริษัทต่างๆ ได้อธิบายไว้ในประวัติ หรือ Profile ผลลัพธ์การค้นหาผ่าน Google, Yahoo และ Bing ก็จะมีโอกาสพบคุณมาก
3.  มีบุคคลหรือหน่วยงานอ้างอิง รับรองการทำงาน และแนะนำคุณผ่านระบบของ LinkedIn  โดยให้ผู้ที่รู้จักคุณหรือร่วมงานด้วย มาทำการรับรองการทำงาน และแนะนำคุณแก่ผู้ว่าจ้าง โดยปรากฏหน้าแรกที่โชว์ประวัติ หรือ Profile ของคุณให้ผู้ว่าจ้างใหม่สามารถเข้ามาดูบุคคลที่มารับรองการทำงาน ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในอาชีพของคุณสูงขึ้น
4. บริการและการให้คำแนะนำของเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ และแนวคิดหลักของ LinkedIn มากกว่า Social Network ตัวอื่น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การให้คำแนะนำในทุกๆ เรื่อง หรือคำแนะนำที่ดีที่สุดเฉพาะเรื่อง
5.  ทำให้การนัดหมาย หรือ การนัดสัมภาษณ์ลูกค้าของคุณเป็นไปได้สวย LinkedIn เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการนัดสัมภาษณ์ พูดคุย หรือเชิญชวนให้เข้ากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณสามารถตั้งค่าการนัดหมาย โดยเข้าไปที่ประวัติ หรือ Profile ของคนๆ นั้นได้ทันที ที่สำคัญได้ทราบถึงเบื้องหลังประวัติการทำงาน และหน้าที่ๆ ต้องรับผิดชอบ ทำให้ประเด็นการสัมภาษณ์ หรือการพูดคุยมีขอบเขตที่เล็กลงและชัดเจนมากขึ้น


ภาพที่ 7 ภาพตัวอย่าง Profile LinkedIn


เทคโนโลยีเว็บ..ประวัติของเว็บไซต์..Web 4.0


ภาพที่ 4 วิวัฒนาการ web1.0 –  web3.0


ภาพที่ 5 วิวัฒนาการ web1.0 –  web3.0 [4]

เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆ[4] โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Sematic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้น ๆ หลาย ๆ คำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้ Tag ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่ผู้ผลิตเนื้อหาจะใส่เอง แต่ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทนโดยเมื่อได้ Tag มาแล้ว ข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag นึงโดยปริยาย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Apple ก็จะมี Tag ที่เกี่ยวกับ Computer, iPod, iMac … และ Tag ที่มีเนื้อหา Computer ก็มี Tag ที่เชื่อมโยงกับ Tag ที่มีเนื้อหาด้าน Electronic โดยจะเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันเหมือนฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงข้อมูล ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น 




ภาพที่ 6 วิวัฒนาการ web1.0 –  web4.0 

web 4.0 หรือที่เรียกกันว่า “A Symbiotic web” (Ubiquitous Web) คือ web ที่มี[5]    ทำงานแบบ Artificial Intelligence (AI) หมายถึง การสร้างให้คอมพิวเตอร์ให้สามารถคิดได้ (Human mind & Machines หรือ Human & Robot coexistence) มีความฉลาดมากขึ้น ในการอ่านทั้งเนื้อหา (text) และรูปภาพ (graphic) และสามารถตอบสนองด้วยการคำนวณ หรือ สามารถตัดสินใจได้ว่าจะ load ข้อมูลใดที่จะให้ประสิทธิภาพดีที่สุดมาให้ก่อน  และมีรูปแบบการนำมาแสดงที่รวดเร็ว
Web 4.0 นั้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ Ubiquity, Identity และ Connection กล่าวคือ จะพบได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำกัดว่าจะเป็น Device ใด สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างแน่ชัด รวมถึงอาจจะ Integrate ไปกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยในการระบุตัวตน เช่น GPS และ ก็สามารถใช้งาน ได้ทุกหนทุกแห่ง สามารถเชื่อมต่อได้ง่ายจนไม่รู้สึกถึงความยุ่งยากใด ในระหว่างการทำงานหนึ่งๆ อาจจะมีข้อความแทรกขึ้นมาทันทีก็ได้ ลักษณะของ Web 4.0 จะไม่ได้มองไปที่ ข้อมูลอีกต่อไป เพราะจะก้าวข้ามกลายเป็น Activity หรือกิจกรรมแทน เพราะได้ผ่านจุดของ Web 3.0 ที่ สามารถ สื่อสารกันไปแล้ว ข้อมูลทุกอย่างจึงแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระจนมองข้ามมันไปได้ว่าข้อมูลอยู่ ที่ไหนหรือมาจากไหน แต่กลับไปสนใจแทนว่า หากจะทำกิจกรรมหนึ่งๆ มีที่ไหนที่มี Application ที่จะสนับสนุนกิจกรรม ที่ผู้ใช้งานต้องการได้ เช่น หากต้องการจะซื้อเสื้อ ข้อมูลเสื้อจากทุกๆ แหล่งที่รองรับกิจกรรมนี้ก็ จะถูกส่งมารวมกัน โดยอาจมีข้อมูลประกอบว่าร้านอยู่ที่ไหนจาก Application ด้านข้อมูลสถานที่ และสามารถเลือกผู้ส่งสินค้าได้ จาก Application จากผู้ให้บริการด้านการส่ง เป็นต้น

ลักษณะของ Web 4.0
1.  More access to data (สามารถเข้าถึง data ได้มากขึ้น)
(1)  Access to more products (เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้หลายตัวมากขึ้น) อย่างเช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์การกีฬา
(2)  Access to more images (เข้าถึงรูปภาพได้มากขึ้น)
(3)  All customer reviews (สามารถดึงคำติชมของลูกค้าทุกคน)
(4)  More product attributes (สามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้ามากขึ้น)
2.  Extended cabilities (มีความสามารถมากขึ้น)
(1)  Extended Search functionality (ค้นหาข้อมูลด้วยรายละเอียดมากขึ้น)
(2)  Save for Later remote shopping cart (เลือกสินค้าโดยที่ไม่ใส่ตะกร้าได้)
(3)  Wish list search (สามารถค้นหาสินค้าในรายการที่ผู้อื่นต้องการ)
3.  Improved usability
(1)  More documentation and code samples (มีคู่มือการใช้และโปรแกรมตัวอย่างมากขึ้น)
(2)  Localized error messages. New error messages include very specific information about errors in your requests and provide troubleshooting guidelines (error messages มีข้อมูลมากขึ้นที่บอกถึงความผิดพลาดและช่วยบอกถึงวิธีแก้)
(3) Built-in help functionality ทำให้ผู้พัฒนาสามารถเข้าถึง API ได้ง่าย ช่วยในการเรียนรู้และการนำไปใช้ [5]